[บ้านของครอบครัววอน]

[สาวรับใช้]

“เชิญนั่งรอในห้องรับแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูไปเอาน้ำกับของว่างมาให้” สาวใช้เชิญให้โนบิกับพี่ฝุ่นนั่งรอเจ้าของบ้านที่ห้องรับแขกของบ้าน

[โนบิ]

“บ้านน่าอยู่มากเลยเนอะพี่ฝุ่น” ผมหันไปชวนพี่ฝุ่นคุย

[ฝุ่น]

“ใช่น่าอยู่มาก” ผู้มาเยือน รับรู้ถึงบรรยากาศที่ดูอบอุ่น กว้างใหญ่ และดูสะอาดตา

 “พี่ฝุ่นมองหาใครครับ” โนบิถามเมื่อเห็นฝุ่นเอาแต่มองไปรอบ ๆ บ้านเหมือนมองหาใครสักคน

“พี่กำลังมองหารูปของวอนนะตั้งแต่เข้ามาพี่ยังไม่เห็นรูปวอนสักใบเลย” พี่ฝุ่นตั้งข้อสังเกตโนบิจึงลองมองหาดูบ้าง แล้วผมจะมองหาทำไมเนี่ยในเมื่อผมไม่เคยเห็นเพื่อนพี่ฝุ่นที่ชื่อวอนเสียหน่อย โง่จริงไอ้โนบิเอ๊ย…

ระหว่างที่ผมกับพี่ฝุ่นกำลังนั่งรอกันอยู่ที่โซฟาภายในห้องรับแขก ชายหนุ่มคนที่ผมกับพี่ฝุ่นได้เจอตอนที่มาถึงที่บ้านหลังนี้ ก็เดินลงมาจากบนบ้าน ก่อนจะปรายตามองเราสองคนด้วยท่าทีแปลก ๆ 

[สาวรับใช้]

“คุณเดลรับของว่างไหมคะเดี๋ยวฝนไปเอามาให้” สาวใช้ออกมาเจอกับชายหนุ่มคนนั้นที่ผมเพิ่งจะได้รู้ว่าเขาชื่อเดล จึงถามขึ้น

 [เดล]

“ทำไมคนพวกนั้นถึงได้เข้ามาอยู่ในบ้านของเราได้ล่ะ” ผมแอบได้ยินคนชื่อเดลถามสาวใช้ที่ชื่อฝน

“คุณผู้ชายบอกให้เข้ามานั่งรอคุณผู้ชายในบ้านน่ะค่ะ” สาวใช้ที่ชื่อฝนเล่าให้คนที่ชื่อเดลฟังพร้อมกับส่งถาดขนมของว่างและน้ำให้กับเขา

“งั้นก็ฝากดูพวกเขาสองคนด้วยละกันผมขอตัวขึ้นไปทำงานข้างบนก่อนแล้วกัน” กล่าวจบคนที่ชื่อเดลก็หยิบถาดของว่างแล้วก้าวขึ้นชั้นสองของตัวบ้านไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหยุดทักทายผมกับพี่ฝุ่น

[โนบิ]

“หยิ่งชะมัด หยิ่งจนน่าหมั่นไส้” โนบิบ่น

[ฝุ่น]

“แซะเก่ง” พี่ฝุ่นที่ได้ยินโนบิบ่นจึงหันมาแซวโนบิ พร้อมมองตาปรามคนน้อง

[โนบิ]

“ก็มันจริงนี่นา ดูมันทำท่าทางดิ ทำอย่างกับไม่เห็นหัวพวกเราสองคนอย่างนั้นแหละ ชิ..” ผมรู้สึกไม่ชอบหน้าคนชื่อเดลอย่างไม่ทราบสาเหตุ เหมือนคนชื่อเดลมาแย่งความสำคัญของตัวเองไปอย่างไรอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่เราเพิ่งจะเคยเจอกันครั้งแรกด้วยซ้ำ

“พูดไม่เพราะครับ” พี่ฝุ่นดุ โนบิจึงยู่ปากใส่พี่ฝุ่นอย่างขัดใจ

“อะ” พี่ฝุ่นยื่นขนมมาตรงหน้าของผมอย่างต้องการจะง้อ

ผมยื่นมือเพื่อจะไปหยิบขนมที่พี่ฝุ่นยื่นส่งมาให้แต่พี่ฝุ่นกลับดึงมือกลับไม่ยอมให้ผมหยิบขนม

 “พี่ป้อน…อ้าปาก” พี่ฝุ่นบอกพร้อมกับทำสายตาหวานเชื่อมส่งมาให้ ผมจึงต้องอ้าปากรับขนมที่พี่ฝุ่นป้อนเข้าปากของตัวเอง

เรานั่งรอกันอยู่พักใหญ่เจ้าของบ้านที่อนุญาตให้ผมกับพี่ฝุ่นเข้ามารอในบ้านก็ยังไม่มา ผมนั่งกระสับกระส่ายจนพี่ฝุ่นหันมาเห็นจึงได้ถามขึ้น

“เป็นอะไรเจ้าตัวยุ่ง”

“ผมปวดฉี่” ผมกระซิบบอกพี่ฝุ่นก่อนจะรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันทีท่ามกลางสายตาประหลาดใจของพี่ฝุ่นที่มองผมด้วยความสงสัยว่าผมเพิ่งเคยมาบ้านหลังนี้เป็นครั้งแรกทำไมถึงได้รู้ว่าห้องน้ำในบ้านหลังนี้นั้นอยู่ตรงไหน

แต่ผมกลับไม่รู้ตัวเลยว่าผมได้ทำอะไรลงไป หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยผมก็ล้างมือที่อ่างล้างมือ ก่อนจะกลับไปสมทบกับพี่ฝุ่น โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตอนที่ผมเดินผ่านกระจกเงาหน้าห้องน้ำสาวใช้ที่ชื่อฝนได้หันมาเห็นเงาของภาพในกระจก แต่มันกลับไม่ใช่เงาของชายที่วิ่งเข้าห้องน้ำ กลับเป็นเงาของใครอีกคน

“ตาฝาดไปแล้วหรือไงวะนังฝนเอ๊ย” สาวใช้ที่ชื่อฝนขยี้ตาตัวเองและเมื่อเห็นเงาในกระจกอีกครั้งและเป็นเงาของผมเอง สาวใช้ที่ชื่อฝนจึงได้บ่นตัวเองออกมาเพราะเข้าใจว่าภาพที่ตนเห็นก่อนหน้านี้เป็นเพราะตนตาฝาดไม่ใช่ผี…

[เดล]

“บ่นอะไรอะฝน”

[สาวรับใช้]

“ว้าย…คุณเดลลงมาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ฝนตกใจหมด” ฝนหันมาแหวกลับคุณหนูเดลของตนเองเมื่ออยู่ ๆ คนที่บอกว่าจะขึ้นชั้นบนแต่กลับมายืนอยู่ข้างหลังตน

[เดล]

“ผมแค่จะมาบอกว่าถ้าแขกของพ่อยังไม่กลับไม่ต้องเตรียมมิ้อเย็นให้ผมนะ ผมไม่อยากร่วมโต๊ะกลับคนแปลกหน้าสองคนนี้ แล้วเมื่อตะกี้พี่ฝนบ่นอะไรอยู่คนเดียว” คนที่ชื่อเดลอธิบายพร้อมกับถามย้ำในตอนท้าย

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณเดลฝนคงแค่ตาฝาดน่ะ”

“อืม แล้วไป แล้วนี่คุณพ่อยังไม่กลับมาอีกหรือ พวกนั้นจะได้รีบกลับ ๆ กันไปเสียที มีคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านผมอึดอัด….ผมไม่ชอบ” เดลบ่น ก่อนจะกลับขึ้นไปบนบ้านอีกครั้ง

[โนบิ]

“ชิ…ทำอย่างกับอยากร่วมโต๊ะด้วยนักแหละ” บทสนทนาของทั้งเดลและสาวใช้ที่ชื่อฝน ผมได้ยินทุกคำเพราะผมยังเดินไปไม่ได้ไกล จนอดที่จะบ่นมาตลอดทางไม่ได้จนพี่ฝุ่นต้องดึงมือของผมให้ลงไปนั่งเคียงข้างกันบนโซฟาแล้วถาม

“บ่นอะไรครับคุณหนู บ่นงุ้งงิ้ง ๆ อยู่คนเดียว บ่นเก่งนะเรา” พี่ฝุ่นถามพร้อมกับยกมือขึ้นบีบจมูกของผมอย่างหมั่น

เขี้ยว

 “โอ๊ย…พี่ฝุ่นผมเจ็บนะ…นี่แน่ะ” ผมเข้าไปจี้เอวพี่ฝุ่นเป็นการเอาคืน

“เอาคืนพี่เหรอ…นี่แน่ะ” พี่ฝุ่นเข้ามาขยี้หัวผมคืนจนเราสองคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน

อะ..แฮ่มม!!

ระหว่างที่เราสองคนกำลังหัวเราะกันอยู่นั้นก็มีเสียงกระแอมดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ทันทีที่ได้ยินเสียงผมกับพี่ฝุ่นก็กลับสู่โหมดสงบนิ่งทันตาเห็น พร้อมกับยกมือไหว้คนมาใหม่โดยอัตโนมัติ

“สวัสดีครับ สวัสดีครับ” ผมกับพี่ฝุ่นยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวทักทายคนมาใหม่พร้อมกัน

คนที่เข้ามาใหม่เป็นชายกลางคนอายุประมาณสี่สิบห้าถึงห้าสิบปี ท่าทางเหมือนเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ผมจึงเข้าไปกระซิบข้างหลังพี่ฝุ่น

[โนบิ]

“เราต้องพูดภาษาอังกฤษกับเขาไหมพี่ฝุ่น”

“ฉันพูดไทยได้” ผู้มาใหม่ตอบเมื่อได้ยินสิ่งที่ผมกระซิบพูดกับพี่ฝุ่นก่อนจะนั่งลงยังโซฟาอีกตัวแล้วกล่าวแนะนำตัว

“ฉันชื่อเจมส์ยินดีที่ได้รู้จักเธอทั้งสองคน” ลุงเจมส์กล่าวแนะนำตัวพร้อมกับยื่นมือมาเพื่อทักทายผมกับพี่ฝุ่นแบบธรรมเนียมฝรั่ง

“ผมฝุ่นครับ” พี่ฝุ่นยื่นมือไปจับกับลุงเดลพร้อมกับกล่าวแนะนำตัว

“ผมโนบิครับ” ผมแนะนำตัวเองบ้างพร้อมกับยื่นมือไปจับกับลุงเจมส์ด้วย

ทันทีที่ผมจับมือทักทายกับลุงเจมส์ผมรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าประหลาดจากมือวิ่งไปสู่ขั้วหัวใจและแล่นแปล๊บไปทั่วร่างของตัวเอง แล้วผมก็รู้สึกเหมือนกับตกอยู่ในภวังค์แต่ผมได้ยินเสียงในหัวของตนเองแทน

‘พ่อ…ผมกลับมาแล้วครับ’

‘พ่อ…ผมคิดถึงพ่อ’

“โนบิ…โนบิ” ลุงเจมส์เขย่ามือของผมทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์

“ขอโทษครับคุณลุง” เมื่อรู้สึกตัวผมจึงชักมือกลับพร้อมกับกล่าวขอโทษคุณลุงเจมส์

“เราสองคนมาหาวอนทำไมหรือ” คุณลุงเจมส์พูดเข้าเรื่องทันที

[ฝุ่น]

“ผมเป็นเพื่อนของวอนครับ เราเคยอยู่ที่บ้านเด็กกำพร้าด้วยกันมาก่อน จนกระทั่งคุณลุงรับอุปการะวอนแล้วพากันไปอยู่ต่างประเทศนะครับ พอดีผมไปที่บ้านเด็กกำพร้ามาแม่ที่ดูแลผมกับวอนก็เอาจดหมายที่วอนฝากไว้ให้พร้อมกับที่อยู่บ้านหลังนี้ผมจึงอยากมาเจอกับวอนก่อนที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ นะครับ” พี่ฝุ่นอธิบายยาวแบบนอบน้อม

[ลุงเจมส์]

“เราเองเหรอที่ชื่อฝุ่น ฉันได้ยินวอนพูดถึงบ่อย ๆ ได้มีโอกาสมาเจอตัวจริงเสียที” ลุงเจมส์เมื่อได้รู้ว่าพี่ฝุ่นเป็นใครจึงได้พูดขึ้น

“วอนพูดถึงผมตลอดเลยหรือครับ” พี่ฝุ่นถามด้วยรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า

[ลุงเจมส์]

“ใช่ วอนเขารักเรามากเลยนะ และที่ฉันกับครอบครัวทำเรื่องย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทยส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะวอนเหมือนกัน วอนเขาอยากกลับมาอยู่ใกล้ ๆ กับฝุ่นน่ะ” ตอนท้ายผมสัมผัสได้ถึงหางเสียงที่ติดจะสั่นของคุณลุงเจมส์ก่อนที่คุณลุงจะพยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ

“แล้วนี่เราชื่อโนบิหรือ ฉันรู้สึกคุ้นหน้าเราจังเลยนะ” คุณลุงเจมส์ทักผมขึ้นมา

“ผมก็รู้สึกคุ้นเคยกับคุณลุงเจมส์เหมือนกันครับ ผมรู้สึกผูกพันกับคุณลุงอย่างประหลาดเหมือนกันครับ” ผมพูดความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาในโดยไม่รู้ตัว

ขยับมาใกล้ ๆ หน่อยได้มั้ย ดวงตาของเราเหมือนใครคนหนึ่งที่ลุงคุ้น ๆ 

โนบิขยับตัวเข้าไปใกล้มากขึ้นสิ่งที่ได้ยินจากลุงเจมส์ต่อไปก็คือ “ลุงขอกอดเธอหน่อยได้ไหมโนบิ” อยู่ ๆ คุณลุงเจมส์ก็พูดขอกอดผมออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ไม่ได้คิดอะไร ผมก็ยอมลุกจากโซฟา แล้วลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าของคุณลุงเจมส์ ก่อนจะโผเข้าไปกอดคุณลุงเจมส์ตามคำขอ โดยไม่เคอะเขิน เหมือนกับแม่เหล็กที่ดูดเราให้เข้าไปกอดกันอย่างเต็มใจ ทันทีที่กอดลุงเจมส์ผมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคุณลุงเจมส์ผมก็รู้สึกจุกในอกจนอยากร้องไห้ออกมา และไม่รู้ว่าอยู่ ๆ น้ำตาของผมก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

“พ่อคิดถึงลูกเหลือเกิน…วอน” อยู่ ๆ คุณลุงเจมส์ก็พูดประโยคนี้ออกมาราวกับรำพึงกับตัวเอง

ช่วงที่ผมกับคุณลุงเจมส์เรากอดกันอยู่นั้นผมก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด ผมรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังร้องไห้ มันมีทั้งความรู้สึกโหยหา คิดถึง และปีติยินดีอย่างประหลาด 

ผมปล่อยให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นดำเนินต่อไป ผมซึมซับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้อยู่เงียบ ๆ ความอบอุ่นที่ได้รับจากอ้อมกอดของลุงเจมส์เป็นความอบอุ่นแบบเดียวกับอ้อมกอดของพ่อที่มีให้กับผมเสมอ ๆ ภาพที่ผมกับลุงเจมส์กอดกันนั้นอยู่ในสายตาของพี่ฝุ่นและใครอีกคนที่แอบมองอยู่จากชานบันไดบ้านบนชั้นสอง

กว่าคุณลุงจะถอนอ้อมกอดของผมออกก็กินเวลาอยู่นาน เมื่อคุณลุงเจมส์กอดผมจนพอใจแล้วก็ผละตัวออก

“ขอบใจเธอมากนะที่ยอมตามใจคนแก่อย่างฉันนะ หึ ๆ” เสียงของคนขอกอดสั่น ๆ พูดกลับขอบคุณคนให้กอด

“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” ผมพูดกับคุณลุงเจมส์ออกมาจากใจจริง 

“คุณลุงครับผมขออนุญาตถามครับ แล้ววอนไม่อยู่บ้านหรือครับ” ฝุ่นถามขึ้นเพื่อเปิดเข้าทาง ถึงคนที่ตนอยากมาหา

เพราะเมื่อตั้งแต่มาตนยังไม่ได้เจอวอนเลย พี่ฝุ่นถามขึ้นก่อนจะทอดเสียงเพื่อรอให้คุณลุงเจมส์อนุญาต

“วอนอยู่ไหนครับ คือพอดีผมจะกลับกรุงเทพฯ ก็เลยแวะมาหาเขาก่อนกลับน่ะครับ”

 “__” ทุกคนเงียบ 

“คือเราไม่เจอ ไม่ได้ติดต่อกันมานานเป็น สิบ ๆ ปี แล้วนะครับคุณลุง”

“__” ทุกคนเงียบ ยิ่งทำให้ฝุ่นอยากรู้เข้าไปใหญ่ ในความเงียบ 

ฝุ่นมองไปรอบ ๆ บ้านจนทั่ว สิ่งที่ฝุ่นสังเกตได้ก็คือ รูปที่ตั้งบนโต๊ะ รูปที่ติดฝาผนัง ที่เห็นคือรูปของคุณลุงเจมส์ และผู้หญิงไทยซึ่งน่าจะเป็นภรรยาของคุณลุงเจมส์ ทั้งรูปลุงเจมส์ตอนหนุ่มใส่ชุดแต่งงาน มีรูปคุณลุงกับเด็กอีกคนที่ไม่ใช่วอน และมีรูปคุณลุงใกล้ ๆ กับปัจจุบัน แต่ทำไมไม่มีรูปเพื่อนของตนเลย 

มองไปรอบ ๆ พร้อมกับหลุดคำถามไปว่า “วอนไม่ได้อยู่ที่บ้านนี้เหรอครับ ทำไมรูปที่นี่ไม่มีรูปวอนเลย”

[ลุงเจมส์]

 “วอนตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วล่ะ ส่วนเรื่องรูปของวอนที่เธอไม่เห็น เป็นเพราะภรรยาของฉันเขาเอาไปเก็บไว้น่ะก็เลยไม่มีรูป” คุณลุงเจมส์ตอบ

“แล้ววอนไปอยู่ไหนแล้วล่ะครับ” พี่ฝุ่นถามออกมาอย่างตกใจและผิดหวังที่มาแล้วไม่เจอเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่ชื่อวอนอย่างที่ตั้งใจไว้

“พวกเธอสองคนพอจะมีเวลาไหมล่ะฉันจะพาไปที่แห่งหนึ่ง”

 [โนบิ]

“ที่ไหนหรือครับ” 

 [ลุงเจมส์]

“พวกเธอสองคนตามมาก็จะได้รู้เอง” คุณลุงเจมส์หันมาบอก พร้อมกับพาโนบิไปที่รถของตน

โนบิกับพี่ฝุ่นก้าวขึ้นรถของคุณลุงเจมส์ โดยพี่ฝุ่นเป็นคนที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับซึ่งก็คือลุงเจมส์ ส่วนผมนั่งอยู่ทางที่นั่งทางด้านหลัง รถของลุงเจมส์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากบ้านช้า ๆ โดยที่บนรถก็ยังเงียบติดค้างมาจากในบ้านไม่มีใครกล้าถามว่าคุณลุงเจมส์จะพาเราสองคนไปที่ไหน

ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพรรณ ผมมองภาพที่เห็นพร้อมกับซึมซับบรรยากาศตลอดสองข้างทางด้วยความรู้สึกคิดถึงและคุ้นเคยอย่างประหลาด

 [โบสถ์ฝรั่งตรงใกล้ ๆ เนินเขา]

รถของคุณลุงเจมส์ขับไปเรื่อย ๆ จนไปถึงที่หน้าโบสถ์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ผมก็รู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นมาจนรู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ผมพยายามเก็บอาการไว้เพราะไม่อยากให้ทั้งสองเป็นห่วง 

[ฝุ่น]

“คุณลุงพาพวกเรามาที่นี่ทำไมหรือครับ” พี่ฝุ่นถาม 

[ลุงเจมส์]

“ลงมาก่อนเถอะแล้วฉันจะเล่าให้ฟัง” คุณลุงยิ้มออกมาอย่างเอื้ออารีก่อนจะเดินนำผมกับพี่ฝุ่นเข้าไปด้านใน

ยิ่งเข้าใกล้จุดหมายมากเท่าไรมือของผมก็ยิ่งสั่นมากขึ้นเท่านั้นจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ พี่ฝุ่นที่สังเกตเห็นความผิดปกติของผมจึงได้เข้ามาจับมือของผมและพบว่าตอนนี้มือของผมเย็นและเหงื่อออกเยอะมากจนพี่ฝุ่นอดที่จะถามออกมาอย่างเป็นห่วงไม่ได้

“เป็นอะไรโนบิ จะเป็นลมหรือเปล่า”

“ไม่ครับพี่ฝุ่น แต่ผมรู้สึกใจไม่ค่อยดีเลย เหมือนผมกำลังจะได้รู้เรื่องสำคัญบางอย่างและมันสำคัญมากกับชีวิตของผม” ผมพูดออกมาราวกับละเมอ

พี่ฝุ่นบีบกระชับฝ่ามือของผมแน่นขึ้น ก่อนจะจับจูงผมให้เดินเคียงข้างกันไปเรื่อย ๆ จนเมื่อเห็นคุณลุงเจมส์หยุดอยู่ที่หน้าไม้กางเขนของใครสักคนหนึ่ง และทันทีที่ผมกับพี่ฝุ่นชื่อนามสกุลของคนที่เป็นเจ้าของผมก็ถึงกับเซไปด้านหลังด้วยความรู้สึกตกใจอย่างประหลาดโดยไม่ทราบสาเหตุ ดีที่พี่ฝุ่นยืนซ้อนอยู่ทางด้านหลังจึงคว้าเอวผมเอาไว้ได้เสียก่อน (ในเมื่อผมไม่รู้จักคนชื่อวอนอะไรนั่น แต่ทำไมผมถึงตกใจกับรายชื่อที่เห็น..ผมยังสงสัยตัวเอง)

พี่ฝุ่นที่มัวแต่เป็นห่วงผมจึงยังไม่ทันเห็นว่าเจ้าของชื่อนั้นเป็นใคร จนคุณลุงเจมส์พูดขึ้น

[ลุงเจมส์]

“วอน นอนสงบอยู่ที่นี่ เขาจากพวกเราไปนานแล้ว” 

ทันทีที่คุณลุงเจมส์พูดจบพี่ฝุ่นก็เงยหน้าไปมองทันที และเมื่อพี่ฝุ่นเห็นว่าสิ่งที่คุณลุงเจมส์พูดนั้นหมายถึงอะไร พี่ฝุ่นก็ถึงกับร้องไห้ออกมาทันทีเมื่อรับรู้ได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

“ไม่จริงใช่ไหมครับคุณลุง สิ่งที่คุณลุงต้องการจะบอกไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังคิดใช่ไหมครับ” พี่ฝุ่นยังคงพยายามที่จะหลอกตัวเองต่อไป

“ฝุ่นเข้าใจถูกแล้วล่ะ วอนเสียชีวิตแล้วเมื่อหลายปีก่อนในวันเกิดของเขา” คุณลุงตอบผมกับพี่ฝุ่นด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ราวกับจะร้องไห้แต่พยายามเก็บอารมณ์ไว้

“วอนถูกรถชน วันนั้นเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เขาบอกกับฉันที่เขากลับมาเมืองไทยครั้งนี้ เขาจะไปสารภาพรักกับคนคนหนึ่ง ฉันยังจำได้ดีวันนั้นวอนดูมีความสุขมากแค่ไหน โดยที่ฉันไม่ได้รู้หรือเฉลียวใจเลยแม้แต่นิดเดียว ว่าวันนั้นจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เจอกับวอน เพราะหลังจากวันนั้นวอนเขาก็จากไปโดยไม่มีวันกลับอีกแล้ว”

“ฉันมารู้ที่หลังว่าวันนั้นคนที่วอนตั้งใจจะไปสารภาพรักคนคนนั้นก็คือเธอ”

“ฝุ่น”

 [ลุงเจมส์]

“วอนมาอยู่กับครอบครัวเราได้ห้าปี เขาเป็นเด็กน่ารัก เป็นเด็กดี และพวกเราก็รักเขามาก ครอบครัวเราเป็นครอบครัวคุณหมออยู่ที่อังกฤษ ทั้งลุงและป้าเป็นหมอ เราย้ายกลับมาอยู่ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดเพราะวอน ชอบอยู่ที่เมืองไทยมากกว่า ครอบครัวเราได้เข้าโครงการบริจาคอวัยวะบริจาคหัวใจกันทั้งครอบครัว วอนก็ได้ทำเรื่องบริจาคหัวใจไว้ด้วย วันที่วอนจากครอบครัวเราไป ลุงเองเป็นคนที่ได้อยู่กับวอนเป็นคนสุดท้าย และลุงเองได้อยู่กับเด็กคนหนึ่งที่เป็นคนไข้โรคหัวใจวายเฉียบพลัน 

วันนั้นเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ลุงได้รับเคสเด็กผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเข้าขั้นโคม่า ถ้าไม่ได้หัวใจเปลี่ยนทันเวลาก็คงต้องถึงแก่ชีวิต และวันเดียวกันก็เกิดอุบัติเหตุใหญ่หน้าตลาดตรงสี่แยก มีคนขับรถบาดเจ็บสองคน และมีเด็กคนหนึ่งอาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน ทั้งสองเคสนั้นเหมือนฟ้าจะตั้งใจ หรือบังเอิญให้เกิดพร้อมกัน ลุงก็ไม่รู้ 

วันนั้นที่หน้าห้องฉุกเฉิน เป็นวันที่วุ่นวายที่สุดก็ว่าได้ เมื่อพยาบาลเข็นเปลผู้ป่วยเข้ามาห้องฉุกเฉิน 

“คุณหมอคะ เกิดอุบัติเหตุรถชนคน อาการสาหัสเป็นตายเท่ากันค่ะ” เมื่อลุงเห็นคนที่อาการสาหัสเข้ามาลุงแทบหัวใจสลาย ร่างของเด็กผู้ชายคนนั้นคือ ลูกชายของลุงเองคือวอน ภาพที่เห็นวอนหลับตา เลือดเต็มตัวอาการสาหัสแบบที่พยาบาลพูดจริง ๆ ลุงพยายามยื้อลมหายใจทุกวิถีทาง (ลุงเจมส์กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ร้องไห้ออกมา) แต่สิ่งที่ไม่อยากจะให้เกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นคือชีพจรวอนเต้นผิดปกติ และหมดสัญญาณชีพจร ลุงไม่สามารถช่วยวอนได้ (เสียงสั่นเครือ เหมือนภาพนั้นกลับย้อนมาทิ่มแทงหัวใจคนเป็นพ่ออีกครั้ง) อย่างที่บอกเหมือนว่าฟ้ากำหนดมาแล้วว่าจะต้องมีหนึ่งคนจากไป และจะต้องมีอีกคนที่รอด โชคดีมากที่เคสหัวใจวายเฉียบพลันของเด็กผู้ชายคนนั้น กรุปเลือดของวอนเข้ากันได้แบบลงตัวไม่มีผิดเพี้ยน (จากเคสนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องรับหัวใจคนที่เพิ่งเสียชีวิตไปเพื่อต่อชีวิต) วันรุ่งขึ้นการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเริ่มขึ้น ลุงต้องใช้ความพยายามมาก นำความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดทั้งชีวิตเพื่อช่วยชีวิตอีกคนให้รอด ถือว่าเป็นเคสแรกในชีวิตที่ยากที่สุดก็ว่าได้ ทั้งการทำใจให้แข็งแกร่งต่อสู้กับความเสียใจที่เพิ่งเสียลูกชายไปไม่ทันข้ามคืน และต้องรวบรวมกำลังใจรับหน้าที่รับผิดชอบคนไข้อีกคนที่ต้องการปลูกถ่ายหัวใจ ให้ปลอดภัยและมีลมหายใจต่อไปให้ได้ อย่างที่ลุงบอกว่ามันคือโชคชะตาที่ฟ้ากำหนดไว้แล้ว ลุงทำสำเร็จเด็กคนนั้นสามารถใช้หัวใจของวอนได้ และมีลมหายใจต่อไปจริง ๆ” คุณลุงเล่าโดยประโยคท้ายคุณลุงได้หันมาสบตากับโนบิเข้าพอดี

ทำไมตลอดเวลาที่ผมฟังเรื่องของวอน หัวใจของผมถึงต้องเต้นแรงด้วยนะ มันตื่นเต้นกับการสูญเสียของครอบครัวคุณลุงเจมส์ และตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ของคนที่รอดชีวิตกันแน่