[ห้องของโนบิ]  ก๊อกก๊อก  ก๊อกก๊อก                                                   

[ โนบิ ]  

“มึงไม่ได้เอากุญแจไปหรือวะไอ้แท็ป” 

ผมที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ นุ่งผ้าเช็ดตัวเพียงผืนเดียวไว้ที่เอวเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูผมที่เข้าใจว่าเป็นไอ้แท็ปจึงรีบเดินไปเปิดประตูทันที ในใจก็คิดว่าอุตส่าห์บอกให้มันเอากุญแจห้องผมไปด้วยแล้วแท้ๆ สงสัยมันจะลืม แต่ทันทีที่ผมเปิดประตูออกไปผมแทบจะงับประตูปิดแทบไม่ทัน

เชี่ย!! “มาได้ไงวะเนี่ย”

ปั้งปัง (เสียงประตูปิดใส่หน้าคนมาเยือน)

[ฝุ่น]

“เปิดประตูหน่อยไอ้โนบิ” พูดพร้อมกับเคาะประตูอีกสามสี่ครั้งจนประตูที่ผมพิงอยู่แทบสะเทือน

“เปิดแล้วกูจะเป็นลมอีกไหมอ่ะ” ผมคิดอยู่คนเดียวในใจ

จะไม่ให้ผมกังวลได้ยังไง ก็คนที่ยืนถือกล่องอาหารอยู่หน้าห้องตอนนี้คือคนที่พี่โอ๋บอกผมว่าเขาชื่อพี่ฝุ่น และเป็นคนคนเดียวกับที่พาผมไปที่ห้องพยาบาล และยังเป็นคนเดียวกับที่ทำให้ผมเจ็บหน้าอกจนถึงกับเป็นลมไป  

 อืมแล้วที่สำคัญรู้จักชื่อผมไปอีก.. โนบิตอบกับตัวเอง

[ ฝุ่น ] 

“เชี่ย…จะเปิดได้ยังวะ ไอ้ตัวยุ่ง แล้วจะกินไหมข้าวเนี่ย”  เปิด เปิด 

เมื่อทนแรงตื้อไม่ไหวผมจึงค่อยๆแง้มประตูก่อนจะยื่นมือออกไปรับกล่องอาหารที่อยู่ในมือไอ้พี่ฝุ่นมัน ไม่เห็นหน้าแบบนี้ก็คงจะไม่เป็นลมไปหรอกเนอะ ผมคิด

แต่ดูเหมือนพี่แกจะไม่ได้คิดเหมือนผม เพราะพี่ฝุ่นดันพลักประตูเข้ามา ก้าวเข้าพรวดเดียว ผมซึ่งไม่ทันระวังถึงกับหงายหลัง เซจนเกือบจะล้ม ดีที่มีมือของใครบางคนมาคว้าเอวผมไว้ได้ก่อน จะใครเสียอีกล่ะ ก็ไอ้พี่ฝุ่นไง เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรผมก็รีบหลับตาทันที เดี๋ยวเป็นลมอีก

[ ฝุ่น ]

“มึงจะหลับตาทำไมวะ กูไม่ได้จะจูบมึงสักหน่อย” พี่ฝุ่นว่าแต่ก็ยังไม่คลายอ้อมแขนออกจากเอวของผม

ทำให้ตอนนี้ผมอยู่ในอ้อมกอดของพี่ฝุ่นชนิดที่ใกล้จนผมยังได้ยินเสียงหัวใจเต้น แต่ทำไมมันดังแบบนี้นะ เสียงหัวใจเต้นของใครกัน

เงียบเสียทีจะดังไปไหน ใจดีๆ ใจดีๆ บอกตัวเองในใจ ชิบหายนี่มันเสียงหัวใจกูนี่หว่า แล้วจะเต้นดังไปไหนเนี่ย โอ๊ยยยย  อยากจะบ้า.. คนโดนโอบคิดในใจ

ไอ้ผมก็มัวแต่ทะเลาะกับหัวใจตัวเองจึงไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าตอนนี้พี่ฝุ่นได้คลายอ้อมแขนออกแล้ว ทำให้ผมไม่ทันตั้งตัว หงายหลังลงไปอีกครั้ง ด้วยความตกใจพี่ฝุ่นจึงรีบคว้าผมเอาไว้ แต่เดี๋ยวนั้นมันผ้าเช็ดตัวผม (ได้ไปแต่ผ้าเช็ดตัว)

[ โนบิ ]                                                  

เฮ้ย!!  “ปิดตาเลยนะไอ้พี่ฝุ่น ห้ามมองนะ แล้วเอาผ้าขนหนูผมมาได้แล้ว” 

ผมรีบตะโกนบอกพี่เขาทันทีที่ผมล้มลงที่พื้นด้วยสภาพเปลือยเปล่า ส่วนพี่ฝุ่นยืนอึ้งโดยที่มือข้างหนึ่งถือถุงกล่องข้าวสองกล่องของที่ร้าน ส่วนมืออีกข้างถือผ้าเช็ดตัวของผมไว้ในมือ

“เออ…ขะ..ขอโทษ..อะ นี่มันปีกัสจู้…เผือกนี่นา ” พี่ฝุ่นกล่าวขอโทษ และพูดในสิ่งที่ตาเห็น แล้วก็หลับตาข้างนึง ทำหน้าหนีไปตามคำสั่งของโนบิ และเอามือยื่นของให้โนบิ

[ ฝุ่น ] 

อ่ะเอาไป…. มือก็ยื่นถุงข้าวให้โนบิ

[โนบิ ] 

มือคว้าถุงข้าว แล้วพูดว่า ไม่ใช่ถุงข้าวเด่ะ  ผมจะเอาผ้าเช็ดตัวผม

“อ่าว ส่งผิด …โทด โทด  อ่ะนี่ผ้าเช็ดตัว สายตาของฝุ่นก็ยังมองความขาวของโนบิ แบบไม่วางตา  นึกในใจว่า คนบ้าอะไรขาวอย่างกับกระดาษ กินกระดาษแทนข้าวไงวะ 

[โนบิ ]

“แล้วจะจ้องผมอีกนานไหมเนี่ย หันหลังไปเลย” ผมตะคอกพี่ฝุ่นเข้าไปทีนึงจนพี่ฝุ่นรู้ตัวรีบหันหลังให้ผมทันที

โนบิรีบคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันที่เอวของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะรีบวิ่งไปคว้าเสื้อผ้าของตัวเองในห้องน้ำ พร้อมกับปิดประตูห้องน้ำเสียงดังปัง! 

[ ในห้องน้ำ ]

เมื่อเข้ามาในห้องน้ำได้ ผมก็พบว่าตอนนี้หน้าของตัวเองแดงเถือกลามไปถึงใบหู ในระหว่างที่ผมกำลังตีอกชกหัวตัวเองด้วยความอับอายอยู่นั้น พี่ฝุ่นก็มาเคาะประตูห้องน้ำจนผมถึงกับสะดุ้ง  ก๊อก ก๊อก…. 

[ ฝุ่น ] 

“เพื่อนนายบอกให้พี่เอาข้าวมาให้ก่อน เพราะเพื่อนนายยังไม่เสร็จธุระกับพี่ภัทร หมายถึงพี่เจ้าของร้านนะ เดี๋ยวพี่จะไปแล้ว กล่องข้าววางไว้ให้บนโต๊ะญี่ปุ่นข้างเตียงนะ ไปละปีกัสจู้เผือก”  ว่าจบผมก็ได้ยินเสียงเดินของพี่ฝุ่นมุ่งหน้าตรงไปที่ประตู ก่อนที่เสียงปิดประตูจะดังตามมา

หลังจากเสียงปิดประตูเงียบลง ผมถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่  เห่อ….โอ๊ยยย ซวยชิบ

“จะเอาหน้าไปไหวที่ไหนเนี่ย นอกจากจะไปเป็นลมใส่พี่มันแล้ว ยังมาเปลือยกายโชว์ของดีต่อหน้าพี่มันอีก ไอ้โนบิเอ๋ย เมื่อเช้าก้าวขาผิดข้างออกจากห้องแหงๆ แม่งซวยทั้งวัน” 

กว่าผมจะทำใจได้ก็ใช้เวลาอยู่นาน จนได้ยินเสียงประตูห้องของผมเปิดออก ผมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วรีบออกมาจากห้องน้ำ ก่อนจะพบว่าคนที่เข้าห้องผมมาคือไอ้แท็ปเพื่อนชั่วของผมนั่นเอง

ไอ้แท็ปเข้าห้องมาด้วยท่าทางที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่ามันได้สร้างวีรกรรมอะไรไว้กับผมบ้าง แถมยังทำท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่านอีก แค่ทันทีที่มันเห็นกล่องข้าวที่พี่ฝุ่นวางไว้ที่โต๊ะญี่ปุ่นข้างเตียงของผม ไอ้แท็ปมันก็ถลาไปที่โต๊ะญี่ปุ่นทันทีด้วยท่าทางหิวโหย

[ แท็ป ]

“มึง จะยืนอยู่ทำไม มากินข้าวสิ จะได้กินยา แล้วสเต็กนี่ของกูใช่ป่าว กูกินละนะ” ว่าแล้วมันก็หยิบกล่องที่เป็นกล่องใส่เสต็กเนื้อมานั่งกินหน้าตาเฉย

ผมเลยเดินไปตบกบาลมันด้วยความหมั่นไส้

เพี้ยะ!!

[ โนบิ ]

“มึงนี่นะช่างไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลยยย” ลากเสียงยาวไปอีก ก่อนจะเดินไปนั่งตรงข้ามกับมันแล้วหยิบกล่องใส่สลัดผักมากินแทนมัน

“มึงตบหัวกูทำไมวะ จะกินสเต็กเหรอ กูแบ่งให้ก็ได้นะ”

 ยัง ยังไม่รู้ตัวอีก ผมได้แต่คิดอย่างอ่อนใจ แต่ก็ไม่คิดจะเล่าเรื่องน่าอายที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับพี่ฝุ่นให้มันฟังแน่นอน ขืนมันรู้มีหวังได้หัวเราะท้องแข็ง ล้อผมไปอีกหลายวันแน่ (เรื่องนี้จะเก็บติดตัวผมไปจนผมตาย ผมสัญญากับตัวเอง) ผมจึงบอกมันไปว่า“กินไปเถอะ กูแค่โมโหหิวนะ” แล้วผมก็ก้มหน้าก้มตากินสลัดผักของผมต่อไป

“นี่กูนอนที่นี่เลยได้ไหมวะ ขี้เกียจกลับบ้านแล้ววะ” ไอ้แท็ปมันพูดขึ้นมาในตอนหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินสเต็กต่อไป

“ตามใจมึง แต่ว่าพรุ่งนี้มึงจะเอาเสื้อนักศึกษาที่ไหนใส่”ผมแกล้งถามมัน ยังไงก็ไม่พ้นชุดของผมอยู่แล้วเพราะหุ่นเราสองคนพอๆกัน

“ก็ชุดมึงไงจ๊ะโนบิ” พร้อมทำท่าทางออดอ้อนผมไปอีก

“กูก็คิดไว้แล้วละจ่ะแท็ปปี้จร้า” ผมล้อมันไปด้วยความหมั่นไส้ 

“แต่กูมีค่าเช่าห้อง กับค่าเสื้อผ้านะ จ่ายเป็นตัวมรึง”    โนบิพูดกวนกลับไป

“พ่ออง….ไม่ได้นะ กูยังบริสุทธิ์ กูจะเก็บไว้ให้คนที่กูรักเท่านั้น” แท็ปตอบกลับมาแบบรู้ทัน

“กูก็บริสุทธิ์มั้ย…กูพูดเล่น กินสเต็กต่อไปเลยมรึง พูดมากเดี๋ยวก็เอาคืนซะหรอก” ด่ากันพอหอมปากหอมคอ เราสองคนก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่อยู่ตรงหน้าของตัวเองต่อ

“เออ แล้วบัตรนักศึกษาล่ะ” ผมถามพร้อมกับแบมือไปตรงหน้าของแท็ปเพื่อขอบัตรนักศึกษาผมคืน

“เนี่ยะ!!…กูมัวแต่ทะเลาะกับไอ้พี่ภัทรจนลืมไปเลยว่าบัตรนักศึกษามึงอยู่ที่พี่ฝุ่น แล้วพี่ฝุ่นแกได้เอามาคืนมึงป่าววะ”

“…” ผมส่ายหน้า แบบเซ็งๆ

เท่านั้นแหละครับ ไอ้แท็ปมันรีบต่อสายหาใครสักคนทันที

Rrrr….Rrrrr

“ไอ้พี่ภัทร บัตรนักศึกษาของเพื่อนผมอยู่ที่พี่ฝุ่น”

[เดี๋ยวนะมันกลับมาพอดี เดี๋ยวถามให้] แล้วพี่ภัทรก็หายไปสักพักพร้อมกับเสียงพี่ภัทรตะโกนถามพี่ฝุ่นดังลอดออกมาจากในสาย

[เออ…อยู่ที่ไอ้ฝุ่นมัน เมื่อกี้มันลืมคืนเพื่อนเรา มันบอกพรุ่งนี้เอาไปคืนให้ที่คณะ แล้วเรียนกี่โมงวะ] พี่ภัทรถามแท็ปมาตามสายถึงตารางเรียนพรุ่งนี้ของพวกผม

ผมบอกไอ้แท็ปไม่ทันว่าฝากไว้ที่พี่ภัทรก็ได้เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมไปเอาที่ร้าน แต่ไม่ทันไอ้แท็ปมันนัดแนะเวลากับพี่ฝุ่นเสร็จสรรพ ความหายนะมาเยือนผมอีกครั้ง พรุ่งนี้ผมต้องเจอหน้าพี่ฝุ่น แล้วผมจะเจ็บหน้าอกจนเป็นลมอีกไหมเนี่ย ผมคิดด้วยความกังวลใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น [ โต๊ะคณะนิเทศฯ โต๊ะประจำของแก๊งค์ 3 x 100 ]  เมื่อมาถึงที่มหาวิทยาลัยผมก็โดนยูโรซักฟอกเสียขาวสะอาดถึงเรื่องที่ผมเป็นลมจนต้องให้พี่ฝุ่นพาไปที่ห้องพยาบาล และทันทีที่ยูโรรู้ว่าผมเป็นโรคหัวใจและเพิ่งจะทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมา อาการของยูโรก็เหมือนไอ้แท็ปเลยครับ กว่าผมจะพูดให้มันเลิกห่วง เลิกกังวลได้ก็ใช้เวลานาน ตั้งแต่โต๊ะคณะ จนถึงห้องเรียนช่วงเช้า แบบแม่ห่วงลูกก็ว่าได้ จนอาจารย์คณิตฯ เข้าสอนนั้นแหละ พวกเราสามคนจึงต้องกลับมาตั้งใจฟังอาจารย์สอนแทน

   [ ห้องเรียน คณะนิเทศ ฯ ]                                                    

แต่สำหรับผมสิ่งที่อาจารย์สอนแทบไม่เข้าหูผมเลยครับ เพราะผมมัวแต่กังวลว่าตอนที่เจอพี่ฝุ่น ผมจะเป็นอย่างไร จะเจ็บหน้าอกจนเป็นลมอีกหรือไม่ แล้วผมก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาว่าทำไมที่ผมสบตากับพี่ฝุ่นผมจะต้องเจ็บหน้าอกจนเป็นลมด้วย                                                                     

ตอนที่ยังไม่ได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ อาการโรคหัวใจของผมแย่กว่านี้อีกแต่ก็ไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ผมคิดกับตัวเองอย่างสงสัยและก็แปลกใจ

ระหว่างที่คิดผมก็รู้สึกเจ็บจี๊ดๆที่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายขึ้นมาเสียอย่างนั้นจนต้องยกมือขึ้นกุมหน้าอก แต่เพราะไม่อยากให้ยูโรกับแท็ปเป็นห่วงผมจึงต้องพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ พร้อมกับพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อหวังว่าอาการเจ็บจะทุเลาลง และในที่สุดอาการเจ็บจี๊ดๆที่หน้าอกก็ดีขึ้นตามลำดับ ผมจึงกลับมาโฟกัสที่การสอนของอาจารย์ต่อ หลังจากเอาแต่คิดถึงหน้าใครอีกคนที่จะได้เจอหลังจากนี้

ทางด้านของฝุ่น  [ ที่ตึกคณะวิศวะฯ ]

“พูดขอบคุณสักคำก็ไม่มี เด็กอะไรวะ” 

ผมหยิบบัตรนักศึกษาของเจ้าตัวยุ่งขึ้นมาดูพร้อมกับนึกถึงเรื่องเมื่อคืน แล้วอยู่ๆภาพเมื่อคืนก็เข้ามาในหัวของผมในตอนที่ผมคว้าร่างของน้องไว้ก่อนที่จะล้มลงแต่น้องดันหลับตาใส่ผมเฉยเลย ผมเลยแซวมันเรื่องจูบไป โดยที่ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมแซวมันเรื่องนั้น น้องหลับตาปี๋ดูเหมือนน้องจะนิ่งไปเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ผมเลยปล่อยเอวของน้องให้เป็นอิสระ เพราะผมสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจเต้นไม่ใช่แค่ของน้อง แต่ของผมเองก็ดังไม่แพ้กัน

ผมไม่เคยใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวกับผู้ชายคนไหนมาก่อน พอมาพบว่าตอนนี้ผมกับน้องเราใกล้ชิดกันมากแค่ไหน ผมจึงรีบปล่อยเอวน้องทันที แต่เพราะน้องคงยังไม่ทันระวังตัว ทันทีที่ผมปล่อยน้องให้เป็นอิสระจากอ้อมอกของผม น้องก็หงายหลังเตรียมที่จะล้มลงทันที

ด้วยความตกใจผมจึงคว้าร่างน้องไว้แต่สิ่งที่ผมคว้าได้คือผ้าขนหนูที่น้องใส่อยู่ที่เอว ส่วนร่างของน้องนั้นลมลงไปที่พื้นด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นผู้ชายเปลือยต่อหน้าแล้วทำให้หัวใจของผมเต้นแรงดังกลองรัว ตุบ ตุบ ตุบ ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงน้องร้องห้ามไม่ให้ผมมองนั่นแหละ แต่ทำไงได้ผมเห็นไปแล้วและดันจำได้ทุกรายละเอียดเสียด้วย

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ผมถึงกับลืมตัวพูดออกมาว่า 

“ไอ้ลามกฝุ่น” ผมต่อว่าตัวเอง จนเพื่อนผมคนหนึ่งถึงกับสะกิดผมให้ตื่นจากภวังค์

“เป็นอะไรไปวะไอ้ฝุ่น กูเห็นมึงนั่งเหม่อมาพักใหญ่แล้ว จนอาจารย์ป้าแกเหล่มึงแล้ว เหล่มึงอีก”

“เออ โทษวะกูคิดอะไรชั่วๆ เพลินไปหน่อย” เท่านั้นแหละผมจึงรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านเรื่องน้องโนบิออกจากหัวเพื่อกลับมาตั้งใจเรียนต่อ

กว่าผมจะลากสังขารออกมาจากห้องเรียนได้ก็แทบหมดพลัง วิชาของปีสามทำไมมันยากอย่างนี้วะเนี่ย ผมคิด

[ ไอ้โย เพื่อนคณะเดียวกับฝุ่น ]

“เออไอ้ฝุ่นกูมีนัดเลี้ยงวันเกิดกันที่ร้านเหล้าหลังมอมึงจะไปด้วยไหมวะ” เพื่อนผมคนเดิมถาม

“ไม่วะกูต้องไปทำงานที่ร้านพี่ภัทร” ผมตอบเพื่อนผมไป

“เออ ตามใจ แต่ก็พักผ่อนบ้างนะมึง อย่าเอาแต่ทำงานพิเศษอย่างเดียว” ไอ้โยเตือนด้วยความหวังดี ผมจึงพยักหน้าตอบมันไปก่อนพวกเราจะแยกย้ายกัน

วันนี้ผมนัดเอาบัตรนักศึกษาของน้องโนบิไปคืน ว่าแล้วผมก็หยิบบัตรนักศึกษาของน้องขึ้นมาดู และไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมยกโทรศัพท์มือถือของตัวเองถ่ายรูปบัตรนักศึกษาของน้องเก็บเอาไว้ ถ้าใครรู้เขาต้องคิดว่าผมบ้าไม่ก็โรคจิตแน่เลย ถ่ายเสร็จผมก็เก็บบัตรนักศึกษาของน้องไว้ในกระเป๋าอกเสื้อด้านซ้ายก่อนจะเดินไปขี่จักรยานคู่ใจของผมเพื่อไปที่คณะนิเทศ

                                                     

[ ตึกคณะนิเทศฯ ] 

ไม่ช้าผมก็ปั่นจักรยานคู่ใจจนมาถึงที่คณะของน้องโนบิ เมื่อมาถึง ผมก็มองหาพวกน้อง ๆมัน จนน้องแท็ปมันเห็นผมจึงโบกมือไหวๆเรียกผมไว้ ส่วนเจ้าตัวยุ่งเอาแต่หลบหน้าหลบตาผมไม่ยอมสบตา

[ ฝุ่น ]

“รอนานไหมอ่ะ พี่เพิ่งเลิกเรียน” ผมถามพวกน้องๆไปโดยมีสายตาของน้องผู้หญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มของน้องมองผมสลับกับมองโนบิด้วยสายตากรุ้มกริ่ม

“เออพี่คือพี่ฝุ่นที่ช่วยเพื่อนหนูไว้เมื่อวานนี้ใช่ไหมค่ะ”น้องผู้หญิงหนึ่งเดียวในกลุ่มถามผม

“ใช่ครับ”ผมตอบรับไปเบาๆ

“หนูชื่อยูโรค่ะเป็นผู้หญิงในกลุ่มที่สวยที่สุดค่ะ ไม่นับอีสองคนที่นั่งอยู่แถวนี้” ฝุ่นและยูโรต่างทำความรู้จักกัน แต่น้องโนบิเอาแต่หลบหน้าผม

[ โนบิ ] 

“แล้วบัตรนักศึกษาผมล่ะ” น้องถามทั้งๆที่ก้มหน้า

[ฝุ่น]

“คุยกับใคร” ผมถามกวนๆพร้อมกับลงไปนั่งข้างๆโนบิ น้องยูโรก็ดีใจหาย ขยับที่ให้ผมนั่งข้างน้องโนบิ เหมือนกดปุ่มอัตโนมัติ  

“คุยกับพี่ฝุ่นนั้นแหละ” โนบิตอบ

“คุยกับพี่ก็มองหน้าพี่สิ ไม่ใช่เอาแต่ก้มหน้ามองโต๊ะ มองโต๊ะอยู่แบบนี้ เดี๋ยวโต๊ะมันก็หลงรักหรอก ” ผมตอบพร้อมกับแอบเห็นไอ้ตัวยุ่ง ส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนทั้งสองคนของเค้า แต่ผมส่งสายตาดุไปให้น้องแท็ปกับน้องยูโรจึงรีบหลบฉากออกไปทันที

“เอิ่ม…พี่ฝุ่นมาแล้วงั้นกูกลับก่อนนะโนบิเพื่อนรัก” น้องยูโรบอก

 ยูโรเห็นถึงความจิ้น ที่ทั้งสองมีให้กัน ยูโรส่งสายตาขยิบตา ซ้ายขวา ส่งซิกให้แท็ปรู้ตัว แท็ปก็มอง มองแล้วก็เลยพูดว่า “ตามึงเป็นอะไรอ่ะยูโร ขยิบ ขยิบ อะไร 

[ ยูโร ] 

อ่าวอีแท็ป ขาของยูโรสะกิดแท็ปยิก ยิก เพื่อส่งสัญญาณว่า เค้าคือพี่ฝุ่น กับไอ้โนบิ ควรจะอยู่ด้วยกันสองต่อสอง 

พอเพื่อนส่งสัญญาณพิเศษ เหมือนแท็ปจะเข้าใจอะไรง่ายขึ้น  เอ่อ…โอเค “ยูโรกูกลับด้วย” น้องแท็ปตะโกนเรียกยูโร

[ฝุ่น] 

“ไอ้แท็ป ยูโร แม่งทิ้งกัน เลวจริงๆ ทิ้งตอนนี้ไม่ได้นะ ได้โปรด” น้องโนบิบ่นกับตัวเองเบาๆแต่ผมได้ยิน

“ไหนบัตรนักศึกษาผมล่ะครับ” น้องแบมือมาตรงหน้าผม


[ฝุ่น ]

“มองหน้าพี่  มองหน้าพี่ มองหน้าพี่”  เหมือนสะกดจิต       

“…” น้องยังเฉย

“โนบิมองหน้าพี่ครับ” ผมใช้ไม้อ่อน ปนอ้อนนิดๆ 

[ โนบิ ]

“ไม่เอาเดี๋ยวผมเกิดเป็นลมขึ้นมาอีกจะทำยังไง” โนบิตอบกลับมาเสียงอ่อยๆ แต่ตอนนี้หัวใจเต้นแรงขึ้นกว่าปกติ

ทำให้ผมได้รู้ว่าที่น้องไม่กล้ามองหน้าผมเพราะกลัวเป็นลม แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมการมองหน้าผมถึงจะทำให้น้องต้องเป็นลมด้วย ผมจึงค่อยๆขยับเข้าไปใกล้โนบิอีกนิด ก่อนจะเชยคางของน้องให้หันมามองหน้าผม แต่น้องดันหลับตาเสียนี่

“ไอ้น้องโนบิครับ” ฝุ่นเรียกชื่อน้อง “ลืมตาขึ้นมามองตาพี่สิดูสิว่าจะเป็นลมอีกไหม ถ้าเป็นลมอีกพี่จะดูแลเราเอง ตกลงไหม” ผมพูดพร้อมกับใช่มืออีกข้างหนึ่งของผมจับมือของน้องไว้เพื่อความมั่นใจว่าผมจะไม่ไปไหนและผมจะอยู่ตรงนี้หากเกิดอะไรขึ้น

เมื่อน้องโนบิได้ยินผมพูดแบบนี้น้องจึงค่อยๆหรี่ตามองอย่างกล้าๆกลัว จนผมต้องบีบมือของน้องให้แน่นขึ้นอีกน้องจึงได้กล้าลืมตาเพื่อมองผมอย่างเต็มตา

โนบิมีอาการสั่นเล็กน้อย จนผมต้องบีบมือน้องไว้และพูดปลอบ

“ไม่เป็นไรพี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ต้องกลัว” อาการสั่นของน้องจึงลดน้อยลงก่อนจะหายเป็นปกติ

“เป็นไงอยากเป็นลมอีกไหม” ผมถาม

“…” น้องไม่ตอบแต่พยักหน้า พร้อมกับก้มหน้าหลบตาผมอีกครั้งจนผมอ่อนใจจะบังคับ แค่นี้ก็ถือว่าดีระดับหนึ่งแล้ว

“อ่ะ…บัตรนักศึกษาของเรา” ฝุ่นพูดพร้อมกับส่งบัตรนักศึกษาของน้องคืนให้

“ขอบคุณครับ”  รับไว้อย่างรีบๆ

“ไม่เป็นไรเรื่องแค่นี้เอง” พูดจบผมก็เตรียมที่จะลุกขึ้นแล้วน้องก็พูดว่า “แต่ เดี่ยวพี่”

“ขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อเย็นวานแล้วก็เรื่องบัตรนักศึกษาด้วยครับพี่ฝุ่น” พูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตากับผม ทันใดนั้น ไอ้ตัวยุ่งก็จับหัวใจ และวูบไปแบบอัตโนมัติ ฟุบ..

เฮ้ย…ไอ้ตัวยุ่ง เป็นอะไรอีกวะ เป็นลมอีกแล้ว เฮ้ยๆ ผมอุ้มน้องขึ้นซ้อนท้ายจักรยาน และตรงไปที่ห้องพยาบาลคณะนิเทศฯ ที่อยู่ไม่ไกล ใช้เวลาประมาณ 3 นาที ( พี่ครับน้องเค้าเป็นลม ช่วยน้องเค้าหน่อยครับผม ) พี่พยาบาลที่อยู่ห้องนั้นรีบวิ่งเข้ามาดู ทำเหมือนเดิมคลายเน็คไท และเอาแอมโมเนียให้น้องเค้าดม เหตุการณ์เหมือนเดิมไม่ผิด 

น้องเป็นเพื่อนน้องเค้าใช่มั้ย ..เค้าเป็นลมปกตินะ เดี๋ยวนอนสักครู่ก็หายดี ผมมองไปที่หน้าไอ้ตัวยุ่ง แล้วแอบคิดสงสัยมากกว่าเดิม และอยากรู้ว่าทำไมเวลามองมาที่ดวงตาของผมน้องเค้าถึงต้องเป็นลมแบบนี้ บอกตามตรงผมเริ่มห่วงเด็กคนนี้มากขึ้นแล้ว ผมยืนมองหน้าโนบิที่กำลังนอนอยู่บนเตียง และมีพี่พยาบาลกำลังดูแล 


ผมรีบโทรไปหาพี่ภัทร และให้พี่ภัทรโทรบอกแท็ปให้มาดูโนบิ ความรู้สึกผิดมันเกิดขึ้นปนความสงสัย และสิ่งที่ผมกลัวไปอีกก็คือ ถ้าผมอยู่เฝ้าแล้วถ้าน้องตื่นขึ้นมาเจอผมโนบิอาจจะเป็นลมไปอีก 

ผมรอไม่ถึง 10 นาทีไอ้แท็ปเพื่อนของโนบิก็วิ่งมาถึงห้องพยาบาล แท็ปตกใจและถามผมด้วยหน้าตาตื่นว่า 

[ แท็ป ]

  มันเกิดอะไรขึ้นหรอพี่ เพื่อนผมถึงเป็นลมไปอีก พี่ทำอะไรมันอ่ะ ”

[ ฝุ่น ]

 “ไม่ได้ทำอะไรนะ เหมือนเดิมอยู่ดีๆ เพื่อนนายสบตาพี่ เพื่อนนายก็เป็นลมไปเอง.”  ผมตอบแบบปฏิเสธและส่ายหน้าไป 

 อาการเป็นเหมือนเจ็บหัวใจมั้ยพี่ แบบเจ็บหัวใจแล้วก็เป็นลมไปงี้หรอ..ใช่มั้ยครับ แท็ปถามอย่างอยากรู้ ผมคุยกับแท็ปสักพัก ฝนดันตกเฉยเลย ผมนึกขึ้นได้ว่ามีหนังสืออยู่หน้ารถจักรยานที่ผมขี่มา ก็เลยบอกแท็ปว่า “เดี๋ยวมานะ พี่ไปเก็บของที่หน้ารถก่อน” 

แท็ปหันมาดูเพื่อนสนิท แล้วภาพที่เห็นก็คือน้ำตาของเพื่อนไหลและแอบสะอื้นเบาๆ แท็ปเดินเข้าไปใกล้ๆ จ้องหน้าเพื่อนแล้วนั่งลงข้างๆเตียง พูดว่า “ เฮ้ยมึงร้องไห้ด้วย เป็นไรวะ อย่าเป็นไรนะมรึง..ไอ้โนบิ” เสียงของแท็ป ทำให้โนบิ ขยับตัวแบบสะดุ้งๆ กระสับกระส่ายแล้วก็ลืมตามา เห็นเพื่อนสนิทอยู่ข้างๆ 

[ โนบิ ] 

“ เฮ้ย ไอ้แท็ปมึงกลับไปแล้วไม่ใช่หรา กลับมาทำไม”  แท็ปเล่าให้โนบิฟังว่ามันทำไมต้องกลับมาอยู่ตรงนี้ เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น คนที่เข้ามาไม่ใช่ใคร ไอ้พี่ฝุ่นนั่นเอง 

แท็ปหันไปแล้วบอกว่า  “โนบิมันฟื้นแล้วพี่”  ฝุ่นวิ่งไปที่เตียง แต่สิ่งที่เห็นก็คือ โนบิหลับตาปี๋ …เหมือนเคย ครั้งนี้หลับตาและปากเปิกก็หุบแบบไม่อยากพูดอะไรด้วย 

ฝุ่นเห็นเช่นนั้นก็หันไปถามพี่พยาบาลว่า “สรุปแบบนี้คือฟื้นแล้วใช่มั้ยครับ กลับบ้านได้เลยป่ะครับ” 

[พี่พยาบาล] หันมาตอบว่า 

“นั่งอีกสักพัก สบายตัวหายเวียนหัว แล้วก็กลับได้เลยนะ เพราะนี่ก็จะ 17.00 น. ห้องพยาบาลก็จะปิดแล้ว ถ้าฝนหยุดตกพวกเธอก็กลับได้เลย.”

เสียงโทรศัพท์ของแท็ปดังขึ้น ทุกคนเลยเงียบ และฟังการเจรจาของแท็ปไปพร้อมกัน เลยได้ความว่า พ่อฝากของจากบ้านที่กาญฯมาพร้อมรถลุงที่เข้ามากรุงเทพฯ 

[ แท็ป ] “พี่ฝุ่นครับผมจะรบกวนพี่ไปส่งเพื่อนผมหน่อยได้มั้ยครับ” 

[โนบิ ] ก็มีเสียงสวนขึ้นมาจากโนบิว่า “ไอ้แท็ปมรึงจะไปไหนอยู่กับกูก่อน ไปส่งกูด้วย…

แท็ปตอบว่า ไม่ได้อ่ะเด่ะ เดี๋ยวกูต้องไปเอาของจากป๊า ป๊าส่งของมาให้ นัดไปรับนี่กูสายมาครึ่งชั่วโมงแล้ว และตอนนี้ก็สายโคตรของโคตรสายแล้ว กูต้องไปหลายที่อ่ะ ลุงกูรออยู่ (วันนี้กูไม่สะดวกจริงๆ กูไหว้ละ กูขอนะ) เสียงชัดเจนออกจากปากแท็ป  

[ฝุ่น]

 “งั้นพี่ไปส่งเพื่อนเราเอง เสียงหนักแน่นของผู้ชายชื่อฝุ่น” ไม่ต้องห่วงนะ

โนบิ เงียบแบบไม่กล้าแม้แต่พูดปฏิเสธ ไปกันเลยมั้ยพี่ ฝนหยุดตกพอดี 

[ แท็ป / ฝุ่น] 

ผมฝากมันด้วยนะพี่ “ขอบคุณมากครับ” แท็ปกราบไปที่หน้าอกของผู้ชายที่รับฝาก…อย่างกวนๆ และมองตาพี่ฝุ่นพิจารณาพร้อมกับพูดว่า 

แท็ป : ผมว่าพี่เป็นมะนาว  

ฝุ่น   : มะนาวไรวะ 

แท็ป :  มะนาวต่างดุ๊ด แน่ๆ เลย ใครมองตาแล้วจะเป็นลม 

ฝุ่น : ไม่ใช่และ พี่ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว บ้าบอ….

ทั้ง 3 คนออกจากห้องพยาบาล โนบิเดินหงอยๆ ก้มหน้าไม่กล้าแม้กระทั่งเงยหน้าไปมองฝุ่น แต่ทำไงได้ก็เพื่อนตัวดีมันจัดแจง จัดการ เจ้ากี้เจ้าการให้เสร็จสับว่าให้ไอ้พี่ฝุ่นไปส่งผม (ถามกูมั้ยไอ้แท็ป…) เฮ่อ… แท็ปแยกไปทำธุระให้ป๊า ตอนนี้ก็เหลือกันสองคนแล้วเด่ะ

[ฝุ่น] 

“ขึ้นซิ จะกลับห้องมั้ย  จักรยานขึ้นเป็นมั้ย” ฝุ่นพูดเสียงกลางๆ โดยรู้ว่าการไม่บังคับให้คนป่วยมองหน้า ซึ่งน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ (ตอนนี้คือต่างคนต่างกลัวจะเกิดเหตุการณ์เดิมอีก คือวูบ…จ้า) 

[โนบิ] 

 “ขึ้นเป็นครับ” พี่ขึ้นก่อนซิ น้ำเสียงของโนบิ บังคับให้ฝุ่นทำตามคำสั่ง…”             

              แล้วตัวเองก็ขึ้นตาม

[โนบิ]…ผมไม่น่าลองของเลย .

   .รู้ทั้งรู้ว่าการมองหน้ามันเสี่ยงจะเป็นลม ก็ไอ้พี่ฝุ่นแหละอยากลอง ใจผมก็เต้นตึ๊ก ตึ๊ก ใจนึงก็อยากลอง ใจนึงก็กลัว ไม่รู้อะไรดลใจให้กล้า..เอาวะเป็นไงเป็นกัน แล้วไงล่ะ วูบ….

นี่ผมโดนอุ้มอีกแล้วหรอ..อุ้มไปห้องพยาบาล โคตรโรแมนติก ห้องพยาบาล…. ใช่..ใช่มั้ย แต่ก็ดีทำให้รู้ว่าครั้งหน้าเรามองกันไม่ได้ แต่ทำไมวะ…ผมอยากรู้จริงๆ ว่าทำไม..ใครรู้บอกผมหน่อยนะครับ 

ตอนที่ไอ้พี่ฝุ่นขี่จักรยานมาส่งมันก็ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนกันนะครับ ถึงผมจะเคยขึ้นจักรยานเป็นครั้งแรกในชีวิตก็เถอะมันก็รู้สึกดีอ่ะ..บอกไม่ถูก ได้เห็นแผ่นหลัง ได้เห็นใบหู ได้เอามือไปกอดคนที่อยู่ข้างหน้า มันใหม่ทุกอย่างสำหรับผมจริงๆ ถึงว่าซีรี่ย์เกาหลีพระเอก นางเอก ถึงชอบมีฉากโรแมนติกประมาณนี้ แต่นี่พระเอก กับนางเอก ดูตลกดีแฮะ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องตลกนี้แหล่ะครับ มันกำลังจะสร้างเรื่องให้ผมแล้ว….

เรื่องดีๆ ทั้งนั้นกับโนบิผู้อ่อนแออ่อนไหวอ่อนใจใจอ่อน ไงก็เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ เรื่องร้ายอาจกลายเป็นดีก็ได้ ผมคิดบวกไปก่อนพ่อสอนไว้ครับ