ฮือฮือฮือ

[โนบิ  ที่นอนอยู่ห้องพยาบาลคณะวิศวะฯ ]

“ใครร้องไห้น่ะ ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” ผมตะโกนไปพร้อมกับเดินตามหาเสียงร้องไห้ไปพร้อมกันด้วย

แต่แปลกจังทำไมผมถึงสัมผัสได้ว่ามีหยดน้ำไหลออกจากบริเวณหางตาตัวเอง ไม่รอช้าผมจึงลองยกมือข้างหนึ่งขึ้นแตะบริเวณหางตา ก็พบว่ามีน้ำตาทั้งสองข้างกำลังไหลยู่ที่ใบหน้าผมจริงๆ

“นี่ผมร้องไห้อย่างนั้นหรือ ร้องทำไม ทำไมผมถึงได้ร้องไห้”

“แล้วความอบอุ่นนี้คืออะไรกัน ทำไมรู้สึกดีจัง” 

ผมไม่รู้เลยว่าสัมผัสอบอุ่นที่ผมได้รับในตอนนี้นั้นเกิดจากการที่ใครบางคนกำลังลูบศีรษะของผม พร้อมกับพูดปลอบอยู่ชิดริมใบหู ข้างๆใบหน้า จบคำพูดปลอบเบาๆ ความรู้สึกนี้มันทำให้ผมสงบลงและหยุดตามหาเสียง แล้วเสียงร้องไห้ที่ผมได้ยินก็ค่อยๆเงียบหายไป ผมเดินหลงอยู่ในหมอกควันโดยไม่รู้ว่าตัวเองนั้นอยู่ที่ไหน ผมพยายามเดินหาทางออก แต่จู่ๆผมก็หมือนเห็นภาพซ้อนบางอย่างขึ้นมาในหัวของผม                   

ภาพที่ผมเห็นนั้นเป็นภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือช่อดอกกุหลาบสีขาวไว้แนบอก ท่าทางดูมีความสุขจนผมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ แต่แล้วภาพนั้นก็หายไปพร้อมกับที่ผมรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอกด้านซ้ายจนต้องยกมือขึ้นกุมไว้ หวังเพียงแค่บรรเทาอาการเจ็บปวดให้ทุเลาลง แต่อาการเจ็บที่หัวใจของผมก็ไม่ลดน้อยลงเลย

                                                      

ในนาทีที่ผมรู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะขาดใจ ผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเสียก่อน พร้อมกับอาการหอบเหนื่อย ราวกับว่าผมเพิ่งผ่านการวิ่งมาอย่างหนัก และเมื่อผมมองไปรอบๆก็พบว่าตอนนี้ผมนอนอยู่บนเตียงที่ไหนสักแห่ง จนกระทั้งมีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ปลุกให้ผมตื่นขึ้นจากภวังค์

[ พี่โอ๋ ]

“ตื่นแล้วหรือคะน้อง” ผมหันไปตามที่มาของเสียง ก่อนจะถาม

[ โนบิ ] 

“ที่นี่คือที่ไหนหรือครับ”

“ที่นี่คือห้องพยาบาลของคณะวิศวกรรมศาสตร์จ่ะ น้องคงไม่ใช่ปีหนึ่งของคณะนี้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ครับ ผมอยู่ปีหนึ่งคณะนิเทศศาสตร์ แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไงครับ”

“น้องเป็นลมในลิฟท์ น้องฝุ่นสุดหล่อของพี่….อ้อพี่หมายถึงผู้ชายที่พาน้องมาที่ห้องพยาบาลน่ะ เขาชื่อฝุ่นอยู่ปีสามคณะนี้นี่แหละ” 

เมื่อได้ยินดังนั้นผมก็นึกไปถึงใบหน้าของรุ่นพี่คนที่ผมเผลอซบอกตอนอยู่ในลิฟท์ และทันทีที่ผมได้สบตากับพี่คนที่ชื่อพี่ฝุ่นอะไรนั่น ผมก็รู้สึกเจ็บหน้าอกมากจนหมดสติไป ผมพยายามนึกหน้าของพี่เขาแต่เมื่อยิ่งนึกผมก็รู้สึกเจ็บหน้าอกด้านซ้ายขึ้นมาอีก จนพี่สาวที่อยู่ในห้องพยาบาลกับผมต้องเข้ามาดูอาการ

 “น้องเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ต้องให้พี่พาไปโรงพยาบาลไหม”

“ไม่เป็นไรครับพี่ ผมเคยเป็นโรคหัวใจมาก่อนเพิ่งได้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองครับ” ผมบอกพี่สาวที่ถามผมไป

“ถ้างั้นพี่ว่าโทรให้เพื่อนหรือผู้ปกครองมารับดีกว่าไหมคะ ถ้ากลับเองเผื่อเป็นลมขึ้นมาอีกจะแย่ ” พี่สาวที่อยู่ตรงหน้าแนะนำ

เมื่อได้ยินดังนั้นผมจึงคิดจะโทรหาเพื่อนในกลุ่มแทนที่จะโทรหาที่บ้าน เพราะตอนนี้พ่อกับแม่ผมท่านคงกำลังเดินทางกลับต่างจังหวัดแล้ว ลุงโยชิก็คงจะกลับไปพร้อมกันด้วย ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็มีเพียงพี่ฮอน แต่ถ้าผมบอกให้พี่ฮอนรู้ พ่อกับแม่ผมก็ต้องรู้และท่านก็อาจจะเป็นห่วงจนต้องเดินทางกลับมาหาผมอีกเป็นแน่ ผมจึงเลือกโทรหายูโรก่อนแต่ตอนนี้ยูโรติดธุระยังไม่เสร็จ และยูโรก็โทรให้ไอ้แท็ปมารับผมแทน

ไม่ช้ายูโรก็ไลน์มาบอกผมว่าตอนนี้แท็ปอยู่ที่ร้านอาหารแถวหอผมพอดี และกำลังจะมารับผม ตอนนี้ผมจึงกำลังนั่งรอให้แท็ปมารับกลับไปที่หอโดยมีพี่สาวที่ผมเพิ่งรู้ว่าพี่แกชื่อว่าพี่โอ๋

“แล้วน้องโนบิมาทำอะไรที่คณะนี้หรือจ๊ะ” พี่โอ๋ถาม

“ผมเอาเอกสารมาให้พี่สโมครับ พอดีพี่เขามาทำธุระที่ตึกของคณะนี้พอดี”

“น้องโชคดีมากเลยนะที่เจอน้องฝุ่นของพี่ มาเป็นลมในที่ที่ไม่มีคนรู้จัก ถ้าไม่มีใครเห็นแล้วเกิดน้องเป็นอะไรมากกว่านี้คงแย่เลยล่ะ” พี่โอ๋พูดอย่างเป็นห่วง

“ผมฝากพี่โอ๋บอกขอบคุณพี่ฝุ่นที่ช่วยพาผมมาห้องพยาบาลด้วยได้ไหมครับ”

“ได้สิจ้ะ เรื่องแค่นี้เอง แต่ถ้าน้องโนบิเจอพี่ฝุ่นเขาก็อย่าลืมบอกขอบคุณเขาด้วยตัวเองด้วยนะ”

“ครับ” ผมรับคำ แล้วก็นึกถึงหน้าพี่ฝุ่นตามไปด้วย

ผมคุยกับพี่โอ๋อีกสักพัก ไอ้แท็ปก็วิ่งมาหาผมด้วยอาการกระหืดกระหอบ

[ แท็ป ]

“…โนบิ” เสียงของมันดังมาก่อนตัว และทันทีที่มาถึงแท็ปก็เข้ามาจับเนื้อจับตัวของผมให้วุ่นวายไปหมด

“เป็นไงบ้างวะมึง พวกกูเป็นห่วงมึงแทบแย่” แท็ปถามอาการอย่างเป็นห่วง

“แค่เป็นลมนะ พอได้นอนพักตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว แต่พี่โอ๋ไม่อยากให้กูกลับคนเดียวเพราะเกิดไปเป็นลมที่ไหนอีกแล้วไม่มีใครเห็นจะแย่เอา กูเลยโทรตามพวกมึงให้มารับนี่ไง”

“เออ ดีนะที่กูไปทำธุระแถวหอมึง กูเลยมารับมึงได้ไวแบบนี้”

“ยังไงก็ขอบใจมึงมากนะแท็ป”

“เออ เล็กน้อยนะ ผมพาเพื่อนกลับได้เลยใช่ไหมครับ” ประโยคท้ายแท็ปหันไปถามพี่พยาบาลที่ชื่อพี่โอ๋

“จ่ะกลับได้เลยจ่ะ” เมื่อได้ยินดังนั้นผมจึงกล่าวลาพี่โอ๋ ก่อนที่ไอ้แท็ปจะไปเก็บข้าวของของผมมาถือไว้ แล้วผมกับมันก็เดินทางกลับหอของผมด้วยแท็กซี่ เพราะไอ้แท็ปไม่ยอมให้ผมโบกพี่วินกลับ ไม่ช้าผมกับแท็ปเราก็นั่งรถมาถึงที่หอพักของผมเป็นที่เรียบร้อย 

[ หอพักของโนบิ ]

[โนบิ]

“ส่งกระเป๋ามาแท็ป กูถือเอง” ผมพูดพร้อมกับยื่นมือไปตรงหน้าไอ้แท็ปมันเพื่อขอกระเป๋า

“ไม่เป็นไรกูเดินไปส่งมึงถึงห้องเลย” ไอ้แท็ปว่าพร้อมกับเบี่ยงกระเป๋าหนีมือของผม และทำสายตากลับมาว่าอย่าแม้แต่จะคิดปฏิเสธ สุดท้ายผมจึงยอมให้มันขึ้นไปส่งผมบนห้อง

เมื่อพวกเราสองคนเข้ามาในห้องของผมเรียบร้อยแล้วไอ้แท็ปก็เดินเอากระเป๋าของผมไปเก็บ ก่อนจะเดินมาจัดที่นอนให้ผม “เพื่อนหรือพ่อวะเนี่ยะ ดูแลดีซะ  นี่มึงคิดอะไรกับกูป่ะเนี่ยะ”

[แท็ป]

“อ่าวไอ้นี่ กูพ่อมรึงนะ เอ้ยเพื่อนมรึงนะ” แท็ปพูดตามประสาเพื่อนสนิท

“แล้วนี่ห้องมึงมีไรกินป่าววะ จะได้ทานข้าวแล้วก็ทานยาเสียหน่อย กูเพิ่งรู้ว่ามึงเป็นโรคหัวใจ และเคยเปลี่ยนหัวใจมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้” แท็ปว่าออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

“พี่โอ๋บอกล่ะสิ” ผมถามกลับไป

“อืม เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมมึงไม่บอกพวกกูสองคนวะ พวกกูจะได้คอยระวัง”

“กูไม่อยากให้มึงกับยูโรต้องเป็นห่วงนะ อีกอย่างตอนนี้อาการของกูก็ดีขึ้นมากแล้ว จนแทบจะกลายเป็นเหมือนคนปกติ เพียงแต่ต้องทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัดแล้วก็ไปพบหมอตามนัดทุกครั้งก็เท่านั้นเอง และที่สำคัญนะถ้าอาการของกูยังไม่ดีขึ้นพ่อกับแม่กูคงไม่ยอมให้กูมาเรียนและอยู่หอคนเดียวแบบนี้หรอก” ผมพูดเพื่อให้ไอ้แท็ปมันคลายกังวลใจ

“เออ แต่ถ้ามีอะไรหรือรู้สึกไม่โอเคมึงต้องรีบบอกกูกับยูโรเลยนะ แล้วนี่ตกลงห้องมึงมีอะไรกินไหม ถ้าไม่มีกูจะได้ลงไปซื้อให้ ตอนขึ้นมากูเห็นว่าร้านอาหารข้างล่างยังเปิดอยู่” 

“ไม่มีอะ” ผมตอบไปพร้อมทำหน้าแหยๆ 

ก็ผมเพิ่งมาจากคอนโดแล้วก็มหาลัยเลย แถมดันมาเป็นลมแบบนี้อีก ผมเลยยังไม่ทันได้ซื้ออะไรเข้ามากินที่ห้อง 

“งั้นมึงไปอาบน้ำอาบท่ารอกูเลยเดี๋ยวกูรีบลงไปซื้อของกินขึ้นมาให้ แล้วมึงเลือดกรุ๊ปไรวะ” ผมถึงกับทำหน้างงใส่ไอ้แท็ปมันที่อยู่ๆมันก็ถามถึงกรุ๊ปเลือดของผมขึ้นมา

“ก็ไอ้ร้าน Crown Café  เนี่ยะไม่รู้นึกพิสดารอะไรขึ้นมา จะขายอาหารตามกรุ๊ปเลือดเท่านั้น อย่างเมื่อเช้ากูอยากกินสเต็ก แม่งก็ไม่ให้กูกิน สั่งสลัดผักมาให้กูเฉย เสียเวลากูต้องมานั่งเขี่ยแครอทกับบล็อกโคลี่ออกอีก” ไอ้แท็ปพอได้พูดถึงร้าน Crown Café มันก็เล่าวีรกรรมที่มันต้องเจอตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปใช้บริการ

“เขาก็ดูใส่ใจลูกค้าดีออก และก็ถูกของร้านเขานะที่ไม่ยอมเสิร์ฟเนื้อสัตว์ให้เพราะกูเคยอ่านเจอว่าคนเลือกกรุ๊ปเอนั้นน้ำย่อยในกระเพราะอาหารมีความเป็นกรดต่ำทำให้ย่อยเนื้อสัตว์ยากจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์ และควรกินพวกผักโดยเฉพาะแครอท เพราะมันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน” ผมพูดสนับสนุนไอเดียของร้าน

“แต่กูไม่ชอบแครอทกับบล็อกโคลี่นี่นา” ไอ้แท็ปเถียงกลับมาด้วยเสียงอ่อยๆ ก่อนมันจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“เออกูเกือบลืมไปเลยว่ากูต้องไปเอาบัตรนักศึกษากูคืนจากพี่เจ้าของร้าน” ไอ้แท็ปพูดออกมาด้วยเสียงอันดังเมื่อมันนึกบางอย่างได้

“ทำไมบัตรนักศึกษามึงถึงไปอยู่กับพี่เจ้าของร้านเขาล่ะ” ผมถามด้วยความสงสัย หรือร้านอาหารนี้ต้องตรวจบัตรนักศึกษาด้วยผมคิดในใจ

“ก็กูดันไปกวนตีนพี่เค้านะสิ”

“ยังไงวะ” ผมถามอย่างสงสัย นาทีนี้ความหิวหรือจะสู้ต่อมเผือกของผมได้

“ก็กูอยากกินเนื้อสัตว์ใช่ไหมแต่ทางร้านบอกจะเสิร์ฟอาหารตามกรุ๊ปเลือด กูก็เลยบอกพี่แกไปว่างั้นผมเปลี่ยนจากกรุ๊ปเอเป็นโอก็แล้วกันจะได้ทานเนื้อได้ พี่แกเลยขอดูบัตรนักศึกษาซึ่งในนั้นมันมีข้อมูลกรุ๊ปเลือดอยู่ด้วยใช่ไหมล่ะ แล้วพอพี่แกรู้ว่ากูเลือดกรุ๊ปเอไม่ใช่กรุ๊ปโอ พี่แกก็เลยยืดบัตรนักศึกษากูไว้และจะยอมคืนให้ก็ต่อเมื่อกูยอมทานเมนูผักของพี่มัน”

“แล้วมึงทำไง”

“กูก็เดินหนีออกมาเลยไง หิวก็หิวยังมาเจอแบบนี้อีก กูเลยเปลี่ยนใจไปฝากท้องกับข้าวกล่องสะดวกซื้อแทน พูดแล้วยังหงุดหงิดไม่หายเลย แล้วนี่ตกลงมึงเลือดกรุ๊ปอะไร” ไอ้แท็ปถามเมื่อนึกได้ถึงจุดประสงค์เดิมที่จะต้องลงไปซื้อของกินมาให้ผม

ผมจึงยื่นบัตรนักศึกษาของผมไปให้มันก่อนจะตอบ

“กูเลือดกรุ๊ปโอ มึงสั่งสเต็กเนื้อมาก็ได้แล้วมึงก็กินส่วนของกู ส่วนเมนูผักของมึงเดี๋ยวกูกินให้เอง”

“จริงนะ” ไอ้แท็ปมันถามด้วยแววตาเปล่งประกาย ผมจึงพยักหน้าให้มัน และทันทีที่ผมพยักหน้าไอ้แท็ปมันแทบจะพุ่งเข้ามาหอมแก้มผมอย่างดีใจจนผมแทบจะยกมือขึ้นยันมันไว้ไม่ทัน

                                                     

“จัดให้จ้ะเพื่อนเลิฟ เดี๋ยวกูรีบไปรีบมา มึงไปอาบน้ำรอเลย” ว่าจบมันก็คว้าโทรศัพท์กับกระเป๋าสตางค์เตรียมจะเดินออกจากห้องแต่ผมเรียกมันไว้ก่อนจะโยนกุญแจห้องให้ไป และมันก็รับกุญแจที่ผมโยนให้ไว้ได้ทัน

หลังจากนั้นไอ้แท็ปก็วิ่งออกจากห้องผมเพื่อไปที่ร้านอาหาร ทันทีด้วยอาการลิงโลด ส่วนผมก็คว้าผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

ที่ร้าน Crown Café 

กรุ้งกริ้ง!!  กรุ้งกริ้ง!!

เสียงกระดิ่งหน้าประตูร้านดังขึ้น ฝุ่นที่กำลังเก็บโต๊ะลูกค้าที่เพิ่งจะทานเสร็จและออกไปก่อนหน้านี้จึงได้หันมากล่าวต้อนรับลูกค้า ก่อนจะพบว่าลูกค้ารายล่าสุดก็คือน้องแท็ปคนเมื่อเย็นนี้นั้นเอง

[ ฝุ่น ]

“ร้าน Crown Café ยินดีต้อนรับครับ…

อะ…อ้าวน้องแท็ปมารับของคืนกับพี่ภัทรเหรอ อยู่หลังร้านแหนะเดี๋ยวพี่เรียกให้” พี่ฝุ่นทักทายผมทันทีที่เห็นหน้า ก่อนจะถามเรื่องที่ผมมาที่ร้านก่อนหน้านี้เพื่อมารับของคืนจากคนที่ชื่อไอ้พี่ภัทร

[ แท็ป ]

“ก็ใช่ครับ แต่ที่ผมมานี่ก็ตั้งใจจะมาสั่งอาหารกลับไปทานที่ห้องด้วยนะครับ”

“ทานเองหรือซื้อไปให้คนอื่นครับ แล้วเลือดกรุ๊ปอะไรครับ”

“กรุ๊ปโอครับผมขอสเต็กเนื้อ” เมื่อได้ยินผมสั่งเสต็กเนื้อผมแอบเห็นว่าพี่ฝุ่นยกมุมปากขึ้นยิ้มเหมือนกำลังขำบางอย่าง 

ผมกำลังจะอ้าปากถามว่าผมสั่งเสต็กเนื้อ แล้วทำไมพี่ฝุ่นต้องยิ้มด้วย แต่ยังไม่ทันได้ถาม ไอ้พี่ภัทรเจ้าของร้านก็ออกมาจากหลังร้านพร้อมพูดขัดผมขึ้น

[ ภัทร ]

“ใช้มุกเดิมอีกแล้วหรือวะเจ้าตัวแสบ” พี่ภัทรว่าพร้อมกับคว้าคอผมเข้าไปกอดก่อนจะขยี้หัวผมด้วยความหมั่นไส้

“อะไรล่ะพี่ ผมซื้อให้เพื่อนผมเหอะ” ว่าจบผมก็ดึงตัวเองออกจากอ้อมกอดของพี่แก แล้วเดินออกมาอีกฝั่ง แล้วก็ยื่นบัตรนักศึกษาของโนบิให้พี่แกดู โดยผมยื่นไปจนเกือบกระแทกหน้าพี่แกด้วยความหมั่นไส้

พี่ภัทรหยิบบัตรนักศึกษาของไอ้โนบิไปดู พร้อมกับมีท่าทางแปลกๆแวบนึ่ง ก่อนที่พี่ภัทรจะปรับท่าทางให้กลับมาเป็นปกติ 

“อ้อ…น้องเขากรุ๊ปโอจริงๆ ไอ้ฝุ่นทำสเต็กให้น้องเขาได้” ภัทรหันไปถามว่าเนื้อหรือหมู  

[แท็ป]

“ผมเอาเนี้อ” แท๊ปตอบเสียงดังเหมือนเป็นของตัวเอง

“สรุปอยากกินเนื้อ”  

“ใช่พี่” 

“สรุปเพื่อนอยากกินเนื้อ หรือเราอยากกินเนื้อ” 

“เอ้ย…เพื่อนเด่ะพี่..เพื่อนสั่งว่าจะกินเนื้อ” แท็ปแถไปตามสถานการณ์

 “ส่วนของไอ้ตัวแสบนี่ทำเมนูสลัดผักให้น้องเค้าไป” พี่ภัทรหันไปบอกพี่ฝุ่นพร้อมกับยื่นบัตรนักศึกษาของโนบิให้พี่ฝุ่นดู ทันทีที่พี่ฝุ่นเห็นบัตรนักศึกษาของโนบิที่อยู่ในมือของพี่ภัทร พี่ฝุ่นก็ถึงกับดึงบัตรนักศึกษาของโนบิไปดูใกล้ๆทันที

[ฝุ่น]

“นี่มันไอ้ตัวยุ่งเมื่อเย็นนี่หว่า” พี่ฝุ่นอุทานออกมาเมื่อได้เห็นหน้าของโนบิที่อยู่บนบัตรนักศึกษาได้ชัดๆ

“พี่ฝุ่นรู้จักโนบิเพื่อนผมด้วยหรอครับ” ผมถามกลับไป อย่างอยากรู้

“จะไม่ให้พี่รู้จักเพื่อนน้องได้ไง ก็เพื่อนน้องเพิ่งจะมาเป็นลมที่คณะของพี่ จนพี่ต้องอุ้มไปพักที่ห้องพยาบาลของคณะเมื่อเย็นนี้นะสิ” 

พี่ฝุ่นเล่าเรื่องที่พี่ฝุ่นเจอกับโนบิให้ผมฟัง และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่าคนที่ช่วยเพื่อนของผมและพาไปส่งที่ห้องพยาบาลก็คือพี่ฝุ่นนั่นเอง

“งั้นก็แสดงว่ารุ่นพี่ผู้ชายที่พาเพื่อนผมไปส่งที่ห้องพยาบาลก็พี่นี่เอง” ผมถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“อืม เข้าลิฟท์อยู่ดีๆ พอมองหน้าพี่ก็เกิดเป็นลมขึ้นมาเสียอย่างนั้นแหละ พี่นี่โคตรตกใจเลย”

“ก่อนที่มันจะเป็นลมมันมีอาการเจ็บ หรือเอามือจับที่หัวใจไหมครับ” ผมสอบถามพี่ฝุ่นไปเพื่อเช็คให้แน่ใจว่าสาเหตุที่เพื่อนของผมเป็นลมหมดสตินั้นไม่ใช่เพราะอาการโรคหัวใจกำเริบ / พี่ฝุ่นทำท่านิ่งคิดสักครู่ ก่อนจะพูดออกมา

“พี่ก็ไม่แน่ใจนะ ทำไมหรอมีอะไรหรือเปล่า”

“ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าเพื่อนผมคนนี้มันเคยเป็นโรคหัวใจ รุนแรงตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดที่เพิ่งจะผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจมาเมื่อไม่นานมานี้ ผมสองคนเป็นห่วงมันมากเลยนะพี่ พอผมรู้ผมก็ตกใจเหมือนกัน ถึงว่ามันหน้าซีดๆ ขาวเหมือนแวมไพร์ ก็เพิ่งสังเกตุ …(พูดเกินเบอร์ตาม แท็ปสไตล์ ) ผมก็เลยอยากจะเช็คให้แน่ใจน่ะครับว่าที่เพื่อนผมมันเป็นลมไม่ใช่เพราะเกิดจากอาการโรคหัวใจของมัน” แท็ปเล่าเรื่องของโนบิให้พี่ฝุ่นฟัง โดยที่ไม่คิดว่าพี่ฝุ่นควรจะรู้ หรือไม่ควรจะรู้  

ทันทีที่พี่ฝุ่นได้ยินว่าโนบิป่วยเป็นโรคหัวใจจนถึงขนาดต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ แววตาของพี่ฝุ่นที่ดูเหมือนรำคาญโนบิก็เปลี่ยนเป็นห่วงใยแทนโดยเจ้าตัวไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

“แต่ยังไงผมก็ต้องขอบคุณพี่ฝุ่นอีกครั้งนะครับ เพราะถ้าเพื่อนผมไม่ได้พี่ฝุ่นพาไปส่งที่ห้องพยาบาล แล้วเกิดเป็นอะไรมากกว่านี้เพื่อนผมคงแย่” สองคนคุยกันถึงเรื่องของโนบิจนคนที่ดูเหมือนเป็นส่วนเกินของบทสนทนาต้องกระแอมเพื่อเรียกร้องความสนใจ

[ ภัทร ]

อะแฮ่ม

[ แท็ป ]

“อะไรติดคอหรอพี่ ขนมเผือกหรอ” แท็ปหันไปแซวพี่ภัทร

“ป่าว กูแค่หิวน้ำ” ภัทรมองไปที่ปากของแท็ปแบบเคืองๆ ว่าจบพี่ภัทรก็เดินไปหลังร้าน แต่ก็ไม่วายตะโกนบอกพี่ฝุ่นให้รีบทำอาหารให้น้องเค้าเสียทีเค้าจะได้กลับไปได้แล้ว…พูดมากเด็กอะไรวะ

[ภัทร]

“ไอ้ฝุ่นทำอาหารได้แล้ว อย่ามัวแต่คุยกัน เพื่อนน้องเค้าหิวแย่แล้ว” เมื่อได้ยินดังนั้นผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไอ้โนบิกำลังรอกินข้าวอยู่ พี่ฝุ่นจึงเข้าไปประจำที่เพื่อทำอาหารให้ผม ส่วนผมก็วิ่งๆ เดินๆตามพี่ภัทรไปหลังร้านเพื่อจะขอบัตรนักศึกษาของผมคืนจนลืมบัตรนักศึกษาของโนบิไว้ที่พี่ฝุ่นแทน

พี่พี่ภัทรผมขอบัตรนักศึกษาผมคืนมาด้วย

อยากได้ก็ตามมา หลังร้าน  คนพี่วิ่งไป คนน้องก็วิ่งตามไปหลังร้าน 

ความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่ช้า มันคงเป็นโชคชะตา หรือฟ้าลิขิต หรือฟ้าลงทัณฑ์บัญชาก็ไม่รู้ที่ทำให้ทั้ง 4 คนมารู้จักกัน หรืออาจเป็นเพราะความซวยขั้นสุด

บอกตรงๆเลยนะครับ ไอ้ตัวผมเองก็ไม่มีอะไรเลยครับ…เฉยๆมาก แต่พอมีเรื่องไอ้ตัวยุ่งอะไรนั่นเป็นโรคหัวใจผมกับรู้สึกเป็นห่วงแบบบอกไม่ถูก นึกถึงตอนที่เช็ดน้ำตาแล้วก็ลูบหัวตอนน้องเค้าเป็นลมที่ห้องพยาบาล ผมไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้มานานแล้ว และมันประหลาดตรงที่ผมว่า…ผมเคยเจอไอ้เด็กคนนี้ที่ไหนสักที่ สมองผมมันบอกแบบนั้น ที่ไหนนะ..คุ้นชะมัด แต่ก็ช่างเถอะ จะเจอกันชาติที่แล้ว ชาตินี้ หรือชาติหน้า มันก็เจอกันแล้ว….ผมรีบทำอาหารใส่กล่องเพื่อที่จะให้ แท็ปกลับไปให้ไอ้ตัวยุ่งกิน ส่วนข้างหลังร้าน บอกเลยเสียงดังมากตอนนี้ พี่น้องสองคนนั้น เถียงกันดังมาถึงครัว ผมว่าพี่ภัทรเจอคนจริงเข้าแล้ว  สมองผมมันสั่งให้คิดแบบนั้น